เสาคานระบบสำเร็จรูป
เรื่องเสาคานสำเร็จรูป ที่เรียกว่า เสาคานระบบสำเร็จรูป
ระบบเสาและคาน
เสาคานคอนกรีตหรือ ค ส ล. นั้นประกอบด้วย “คอนกรีต” ซึ่งทำหน้าที่รับแรงอัด และมี “เหล็กเส้น” อยู่ภายในทำหน้าที่รับแรงดึง
ปกติในแบบก่อสร้างนั้นจะมีการระบุรายละเอียดของเสาและคานในทุกจุด มีการระบุขนาดของเหล็กเส้นที่ใช้ในเสาและคาน
คอนกรีตเสริมเหล็ก ส่วนอาคารบ้านเรือนทั่วไปนั้นมักจะใช้เสา และคานที่ทำด้วยคอนกรีตเสริม เหล็ก
เสา
– โครงของเสา และคานนี้ต้องมีความมั่นคง และแข็งแรงเพราะนอกจากจะต้องรับน้ำหนักของ ของตัวบ้านที่เหลืออีก
ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นพื้น ผนังหรือหลังคา บ้าน อาคารที่ช่วยรับแรงทางแนวตั้ง ก่อนที่ถ่าย ต่อไปยังฐานราก
คานและพื้น
– คานเป็นส่วนประกอบทางแนวนอนของโครงสร้างแบบเฟรมซึ่งเป็นรูปแบบโครงสร้างที่ใช้เป็นหลักสำหรับอาคารสูงในยุคปัจจุบัน
– ระดับความสำคัญของคานอาจจะแบ่งได้เป็น Girder, Beam และ Joist
– คานเหล็กในอาคารสูงที่ใช้ทั่วไป มีคานเหล็กรูปตัว I Vierendeel Truss และโครง Truss ธรรมดา
– บางอาคารอาจจะใช้คานโครงทรัสขนาดใหญ่รับพื้นเพื่อลดจำนวนเสาหรือสร้างพื้นที่โล่งในอาคารให้มากที่สุด
– คานคอนกรีตแบบหล่อกับที่ (Cast in Place) จะหล่อเป็นชิ้นเดียวกันกับพื้น
– ระบบพื้นและคานอาจะแยกได้เป็น แบบทางเดียว (One Way Systems), แบบสองทาง(Two Way System)
หรือแบบหลายทาง (Multi Way System)
ข้อดีและข้อเสียของ เสาคานระบบสำเร็จรูป
– ประหยัดค่าใช้จ่ายในการก่อสร้าง
– สามารถ ใช้กับอาคารที่มีวางระยะห่างเสาไม่เท่ากันได้ทำให้ ออกแบบได้หลากหลายขึ้น
– ก่อสร้างง่าย
– ให้ความมั่นคงแข็งแรง และปลอดภัย
ข้อเสีย
– กำหนดระยะเวลาในการสร้างไม่แน่นอน
– ไม่เหมาะกับอาคารสูง
– สิ้นเปลืองค่าไม้แบบลักษณะของสถาปัตยกรรมที่เหมาะสม
โครงสร้างของเสา และคานโดยทั่วไปมีทั้งที่ทำด้วยเหล็ก และคอนกรีตเสริมเหล็ก โดยโครงสร้างที่ทำด้วยเหล็กมักจะใช้ในงาน โครงสร้างด้านอุตสาหกรรมหรืออาคารขนาดใหญ่มากกว่า ส่วนอาคารบ้านเรือนทั่วไปนั้นมักจะใช้เสา และคานที่ทำด้วยคอนกรีตเสริม เหล็ก กรรมวิธีที่ปฏิบัติกันโดยส่วนใหญ่ก็คือการผูกเหล็กเส้นเป็นโครงเชื่อมต่อกันตั้งแต่โครงสร้างของฐานราก เสา และคานจากนั้นก็จะ ทำไม้แบบ และหล่อคอนกรีตเชื่อมต่อ เสา และคานต่างๆให้เป็นโครงสร้างที่ต่อเนื่องกัน
ข้อพิจารณาในการออกแบบ
พิจารณาระบบเสาและคาน เสาควรมี ความกว่างประมาน 4 เมตรจะทำให้ประหยัดเงินได้มากที่สุด และควรวางเสาไว้ในตำแหน่งที่เหมาะด้วย ถ้าต้องการเพิ่งความห่างระหว่าเสา ก็ จะต้องมีการเสริมเหล็กเข้าไปด้วย แต่จะทำให้คานมีขนาดใหญ่ขึ้นตามไปด้วยและมีความแพงมากขึ้น ดังนั้นผู้ออกแบบควรคำนึงให้ดีเพื่อจำกัดค่าใช้จ่ายได้
ระบบสำเร็จรูป
เนื่องจากในประเทศไทยคอนกรีตเสริมเหล็กยังคงเป็นวัสดุหลักในการก่อสร้างรูปแบบสำเร็จรูปในการก่อสร้างจึงเน้นเป็น Precast Concrete ซึ่งสามารถทำได้ทั้งแบบหล่อกับที่ (Site Cast) และ หล่อจากโรงงาน (Plant Cast)
Site Cast Units โครงสร้างคอนกรีตสามารถที่จะหล่อสำเร็จก่อนที่จะยกไปติดตั้งโดยใช้เครนยกการหล่อสำเร็จที่ที่ก่อสร้างมีข้อได้เปรียบการหล่อจากโรงงานหลายประการ เช่นสามารถหล่อส่วนประกอบที่มีขนาดใหญ่กว่า เพราะไม่ต้องคำนึงถึงการขนส่งมากเหมาะสำหรับการหล่อคานขนาดใหญ่ แต่ก็ต้องคำนึงถึง
กำลังในการยกของเครนด้วยข้อเสียคือ ในภาวะที่อากาศเลวร้ายจะทำให้การก่อสร้างล่าช้าและต้องเผื่อเวลาในการเซตตัวของคอนกรีต
Precast Concrete ที่นิยมหล่อกับที่ได้แก่ พื้นหรือผนังเพราะจะช่วยลดขั้นตอนในการขนคอนกรีตขึ้นไปเทบนอาคาร การออกแบบพื้นหรือผนัง Slab สำเร็จหรือส่วนประกอบสำเร็จรูปอื่นๆจะต้องคำนึงถึงการยกด้วยเครนเสมอหากส่วนประกอบเหล่านั้นถูกยกทางแนวราบ วิศวกรจะต้องคำนวณการรับน้ำหนักของตัวเองเพื่อป้องกันการแตกหักขณะยก
Plant Cast Units ในประเทศแถบหนาวหรือประเทศในแถบที่มีอากาศแปรปรวนการก่อสร้างมักจะประสบปัญหาความล่าช้าในการก่อสร้างการทำส่วนประกอบสำเร็จรูปจากโรงงานจึงเป็นทางออกหนึ่งส่วนประกอบเหล่านั้นอาจจะหล่อกับพื้นโรงงานที่สามารถปรับอากาศก่อนที่จะยกขนส่งไปยังที่ก่อสร้างอาคารต่อไป
การหล่อสำเร็จจากโรงงานจะช่วยลดต้นทุนในการผลิตและง่ายต่อการควบคุมคุณภาพของชิ้นส่วนต่างๆชิ้นส่วนเหล่านี้จะถูกส่งไปที่ก่อสร้างทางรถยนต์เป็นหลักซึ่งจะถูกจำกัดด้วยกฎหมายจราจรของแต่ละประเทศสิ่งนี้เองที่เป็นตัวกำหนดขนาดมาตรฐานในการผลิตชิ้นส่วนต่างๆ กล่าวคือจะต้องสามารถขนส่งในท้องถนนได้ หน่วยของ Pre-cast มักจะออกแบบเป็น Modular ในรูปทรงที่มาตรฐานสองสามแบบเพื่อมาประกอบเป็นส่วนใหญ่ต่อไปในที่ก่อสร้าง
เมื่อชิ้นส่วนสำเร็จรูปเหล่านี้ถูกส่งมาถึงที่ก่อสร้างจะถูกนำไปประกอบเป็นอาคารอย่างรวดเร็วทำให้ผลกระทบจากภาวะอากาศน้อยลงและชิ้นส่วนสำเร็จเหล่านี้ไม่ต้องรอการเซตตัวของคอนกรีตเหมือนแบบหล่อกับที่
ระบบคอนกรีตสำเร็จรูป สามารถแยกตามระบบการประกอบเป็น
1. ระบบโครง (Skeleton Systems)
2. ระบบแผ่น (Panel Systems)
3. ระบบกล่อง (Box Systems)
4. ระบบผสม (Mixed System)
ระบบโครง (Skeleton Systems)
เป็นระบบที่แยกส่วนประกอบของโครงสร้างเฟรมออกเป็นส่วนประกอบสำเร็จรูป เช่น เสาคานแผ่นพื้น เป็นต้น ทำให้ง่ายต่อการขนส่ง นำมาประกอบที่ที่ก่อสร้างนิยมใช้ในการก่อสร้าง ที่จอดรถสะพาน โกดัง อาคารทางอุตสาหกรรม สนามกีฬาและอื่นๆ ที่เน้นโครงสร้างขนาดใหญ่
ระบบแผ่น (Panel Systems)
ระบบแผ่น เป็นแบบที่ได้รับความนิยมในอาคารสำเร็จรูปแบบเต็มรูปแบบแผ่นสำเร็จนี้มีทั้ง แผ่นพื้นสำเร็จรูปและแผ่นผนังสำเร็จรูปซึ่งจะทำให้การติดตั้งรวดเร็วกว่าระบบโครงสำเร็จรูปอย่างมากทั้งนี้แผ่นสำเร็จรูปเหล่านี้จะทำหน้าที่เป็นโครงสร้างในตัวด้วยแต่ไม่ค่อยจะได้รับความนิยมเท่าไรนักเนื่องจากไม่มีพื้นฐานในการใช้โครงสร้างผนังรับน้ำหนักเหมือนในยุโรปและอเมริการะบบแผ่นสำเร็จรูปนี้อาจจะออกแบบให้มีระบบร้อยสายไฟและระบบท่อในตัวด้วยและควรจะมีส่วนประกอบทางฉนวนในตัวเพื่อลดขั้นตอนในการก่อสร้างที่ที่ก่อสร้างประตู หน้าต่างอาจจะติดมาด้วยหรือไม่ก็ได้ ระบบนี้นิยมใช้ในอาคารประเภทที่พักอาศัย สำนักงาน โรงงาน โรงแรม และอื่นๆ ที่มีการถ่ายแรงเป็นระบบไม่ต้องการช่วง
ระยะโครงสร้างที่ยาวนัก
ระบบกล่อง (Box Systems)
ระบบนี้ประกอบด้วยพื้นและผนังเป็นชิ้นสำเร็จ อาจจะตกแต่งสำเร็จมาจากโรงงานเลยรวมทั้งมีท่อร้อยสาย ระบบท่อเรียบร้อยหรือเฟอร์นิเจอร์ติดตายพร้อมในกล่องสำเร็จรูปนี้ขนาดสามมิตินี้จะต้องไม่ใหญ่เกินกว่าที่สามารถขนส่งได้และไม่หนักเกินกว่าที่เครนจะสามารถยกได้โดยทั่วไปมักจะมีความสูงประมาณหนึ่งชั้นเท่านั้น (2.80-3.00 ม.) และกว้างประมาณ3.50 ม. ถึง 4.00 ม. ในประเทศไทยที่ถนนมีความ รูปที่ 6 อาคารสำเร็จรูประบบกล่องแคบอาจะต้องมีความกว้างน้อยลงส่วน
ความยาวส่วนใหญ่จะถูกจำกัดที่น้ำหนักส่วนใหญ่จะยาวได้มากที่สุดประมาณ 6.00-10.00 ม.ซึ่งจะทำให้น้ำหนักมีประมาณ300-400 kN ซึ่งเครนขนาดใหญ่สามารถที่จะยกได้อย่างไรก็ตามพัฒนาการคอนกรีตน้ำหนักเบา (Lightweight Concrete) จะทำให้ขนาดของหน่วยสำเร็จรูปนี้ใหญ่ขึ้นได้
ระบบสำเร็จรูปนี้มักจะประสบปัญหาในการออกแบบหรือการวางผังประโยชน์ใช้สอยอาคารเพราะช่องเปิดและการเชื่อมต่อของแต่ละส่วนจะถูกจำกัดจึงเป็นรูปแบบที่มีความยืดหยุ่นในการใช้งานต่ำที่สุดแต่ใช้คนงานในที่ก่อสร้างน้อยกว่าแบบอื่นเหมาะสำหรับที่พักอาศัยขนาดเล็กหรือแบบหลายชั้นที่ไม่ต้องการประโยชน์ใช้สอยอื่นร่วมมากนัก
ระบบผสม(Mixed System)
จากข้อดีข้อเสียของแต่ละระบบรวมทั้งการก่อสร้างแบบเดิมและระบบสำเร็จสามารถนำมาประกอบเป็นระบบผสมได้อาจจะใช้ระบบโครงสำหรับบางส่วน ระบบแผ่นกับอีกส่วนหรือระบบก่อสร้างธรรมดาในอีกส่วนเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการทางสถาปัตยกรรมที่แตกต่างโดยเฉพาะปัจจุบันเกิดการผสมผสานหลายๆประโยชน์ใช้สอยในแต่ละอาคารจะทำให้ระบบสำเร็จรูปแบบผสมนี้มีความเหมาะสมมากขึ้นแท้ที่จริงแล้วระบบนี้ถูกใช้ในการก่อสร้างของไทยอยู่แล้ว เพราะมีการใช้เสาคานหรือพื้นสำเร็จรูปมาประกอบกับระบบหล่อ เป็นต้น
ระบบ(กึ่ง)สำเร็จ(รูป)
จากการเปรียบเทียบดังกล่าวทำให้เราน่าจะเรียกระบบการก่อสร้างแบบนี้ว่า ระบบก่อสร้างแบบ “กึ่งสำเร็จ” มากกว่า “สำเร็จรูป” นะครับ หรือเรียกว่า ระบบก่อสร้างโดยใช้ชิ้นส่วนสำเร็จ อย่างไรก็ตาม มันอาจจะช้าไปแล้วที่จะมาแย้งเรื่องของการใช้คำให้เหมาะสม เพราะว่าชื่อแบบนี้มันติดปากไปซะแล้วนะครับท่าน
ระบบก่อสร้างบ้าน(กึ่ง)สำเร็จ(รูป) ที่มีอยู่ในตลาดบ้านจัดสรร เช่น
HP System ของกลุ่มโฮมเพลส
Precast ของกลุ่มพฤกษา
PC ของกลุ่มแลนด์แอนด์เฮ้าส์
ซึ่งฟังดูแล้วอาจจะมีชื่อเรียกระบบงานแตกต่างออกไปในแต่ละบริษัท แต่หลักการสำคัญที่เหมือนกัน คือ การที่โครงสร้างถูกออกแบบให้เป็น ระบบโครงสร้างผนังรับน้ำหนัก (Wall Bearing System) โดยที่ไม่ต้องก่อสร้างเสาและคานก่อน แล้วจึงทำงานพื้นต่อไป (ด้วยการเทหรือยกแผ่นสำเร็จมาวาง)
โดยแผ่นพื้นและผนังสำเร็จ จะถูกผลิตขึ้นจากโรงงานที่มีการควบคุมคุณภาพ และอัตราส่วนของส่วนประกอบต่างๆโดยระบบคอมพิวเตอร์ ไม่ว่าจะเป็นขนาดของเหล็ก ส่วนผสมของคอนกรีต รวมทั้งการใช้เครื่องจักรกลเป็นส่วนหลักในการผลิต ที่ให้ความแม่นยำสูงกว่าแรงงานคน ชิ้นงานที่ผลิตออกมาจึงมีคุณภาพมาตรฐานเท่าเทียมกันทุกชิ้น นอกจากนี้ยังมีการกำหนดตำแหน่งและเจาะช่องเปิดประตู หน้าต่าง ช่องสำหรับท่อร้อยสายไฟฟ้า ท่อน้ำดี น้ำเสีย เอาไว้ตั้งแต่ในขั้นตอนการผลิต เมื่อการนำชิ้นส่วนมาประกอบเข้าด้วยกันที่หน้างานเสร็จสิ้น งานระบบอื่น ๆ ก็สามารถทำงานต่อเนื่องได้อย่างง่ายดาย
โดยหลักแล้วระบบก่อสร้างบ้านสำเร็จจะไม่มีเสาและคาน แต่จะใช้ผนังเป็นตัวรับน้ำหนักแทน ส่วนแผ่นผนังจะผลิตด้วยวิธีใดขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีของผู้ผลิตหรือผู้ก่อสร้างแต่ละราย เช่น ผนังคอนกรีตเสริมเหล็กเป็นชิ้นสำเร็จ หรือ ผนังคอนกรีตเสริมเหล็กแบบแซนวิช (ผนัง 2 แผ่น เว้นช่องไว้สำหรับเทคอนกรีตเชื่อม) เป็นต้น การเชื่อมต่อ (Connection) ของแต่ละชิ้นส่วนที่นำมาประกอบก็แตกต่างกันไป เช่น บางระบบเชื่อมต่อด้วย น็อต, คอนกรีต หรือแผ่นคอนกรีตเสริมเหล็กแบบเข้าลิ้น หรือมีระบบล็อคในตัว เป็นต้น
ส่วนวิธีการก่อสร้างจะเริ่มตั้งแต่การตอกเสาเข็ม ทำฐานรากและคานคอดิน เหมือนกับการก่อสร้างแบบเดิม ๆ จากนั้นจึงนำแผ่นพื้นและผนังสำเร็จรูปเข้ามาประกอบตามที่ได้ออกแบบไว้ เริ่มตั้งแต่ ผนังรับน้ำหนักชั้นล่าง แผ่นพื้นชั้นล่าง ผนังชั้นสอง แผ่นพื้นชั้นสอง โดยชิ้นส่วนต่างๆจะได้รับการเชื่อม ประสานตามเทคนิควิธีการของแต่ละระบบ ซึ่งถือเป็นขั้นตอนสำคัญ เพราะการเชื่อมต่อจะต้องมีคุณภาพ ต้องมั่นคง กันน้ำรั่วซึมและสามารถรับแรงด้านข้างได้
ข้อแตกต่างแรกที่สามารถเห็นได้อย่างชัดเจน ระหว่างหน่วยงานที่ก่อสร้างบ้านด้วยระบบเดิมกับระบบสำเร็จ คือความสะอาดและเป็นระเบียบเรียบร้อยของหน้างาน ที่ระบบสำเร็จมีเหนือกว่า ไม่มีขยะจากการก่อสร้าง ไม่ว่าจะเป็นไม้แบบ เศษอิฐ หิน ดิน ทราย เพราะเศษสิ่งเหล่านี้ถูกกำจัดไปเรียบร้อยตั้งแต่โรงงาน ผลิตชิ้นส่วน รวมถึงมลภาวะทางเสียงและฝุ่นผงที่เกิดจากการก่อสร้างที่ลดน้อยลง จะคงเหลือก็ส่วนงานเชื่อมต่อชิ้นส่วนสำเร็จต่างๆ เข้าด้วยกันเท่านั้น
ความรวดเร็วในการก่อสร้างบ้าน 1 หลัง ที่แต่เดิมอาจต้องใช้เวลา 5-8 เดือน สำหรับบ้าน 2 ชั้นทั่ว ๆ ไป แต่เมื่อเป็นชิ้นส่วนสำเร็จที่ เพียงยกมาติดตั้งหลังจากงานฐานราก จากนั้นตกแต่งเพิ่มเติมในส่วนรายละเอียดปลีกย่อย รวมใช้เวลาก่อสร้างจนแล้วเสร็จพร้อมเข้าอยู่อาศัยประมาณ 2 เดือนเศษ ขึ้นอยู่กับความรวดเร็วในการทำงานฐานรากและงานตกแต่งส่วนภายใน ลักษณะพื้นผิวของชิ้นส่วนสำเร็จรูปมีความเนียนเรียบอยู่แล้ว เมื่อติดตั้งเสร็จไม่ต้องฉาบทับ ก็สามารถทาสีทับได้ทันที ส่วนในการวางระบบต่าง ๆ ทั้งไฟฟ้า ประปา สุขาภิบาล ก็ทำงานได้ง่ายขึ้นเพราะมีการวางท่อวางระบบไว้ในช่องผนังและพื้นสำเร็จรูปอยู่แล้ว เหล่านี้คือปัจจัยที่ทำให้การก่อสร้างบ้านโดยใช้ชิ้นส่วนสำเร็จมีความสะดวกรวดเร็วกว่าระบบก่อสร้างเสาคานพื้นและก่ออิฐฉาบปูนแบบเดิม
ในส่วนของแรงงานก่อสร้างนั้น ถือว่าระบบก่อสร้างบ้านโดยชิ้นส่วนสำเร็จเข้ามาช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานได้เป็นอย่างดี เพราะในขั้นตอนการประกอบชิ้นส่วนนั้น จะมีเพียงคนขับรถเครนที่ใช้ยกชิ้นส่วน กับผู้ช่วยยึดจับอีกเพียงไม่กี่คน นอกจากนี้ในส่วนของแรงงานฝีมือก็ลดถอยความจำเป็นต้องใช้ออกไป ลดปัญหาความไม่แน่นอนของแรงงานระดับฝีมือช่าง
ข้อจำกัดและข้อด้อยของระบบ
อย่างไรก็ตาม บ้านระบบ(กึ่ง)สำเร็จ(รูป)ก็มีข้อด้อยหรือข้อจำกัดอยู่เหมือนกัน เช่น โครงสร้างที่ค่อนข้างหนัก เนื่องจากแผ่นพื้น และผนังสำเร็จรูปที่เป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก มีน้ำหนักมากกว่าผนังก่ออิฐฉาบปูน ดังนั้น บ้านที่ก่อสร้างด้วยระบบนี้จึงจำเป็นต้องใช้เสาเข็มที่ยาวกว่าระบบการก่อสร้างแบบเดิม เพื่อป้อง กันปัญหาบ้านทรุดในภายหลัง ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายเป็นสัดส่วนเพิ่มเติมจากเดิมอีกไม่มากนัก
ส่วนแบบบ้านที่เหมาะสำหรับงานก่อสร้างระบบสำเร็จรูปนั้น จะเห็นว่ามักเป็นบ้านที่ไม่ค่อยมีรายละเอียด การตกแต่งมากนัก รวมทั้งจะเป็นแบบที่ค่อนข้างซ้ำ ๆ เดิม ๆ โดยผู้ประกอบการที่ใช้ระบบก่อสร้างชนิดนี้ ก็ยอมรับว่า ถ้าจะให้คุ้มค่ากับการลงทุนออกแบบ แกะแบบบ้าน ผลิตชิ้นส่วนในการก่อสร้างแต่ละครั้ง ก็ จะต้องสร้างบ้านในแบบดังกล่าวเป็นจำนวน 50-100 หลังขึ้นไป ยิ่งสร้างในปริมาณมากเท่าไรก็จะยิ่งเป็น การประหยัดงบประมาณในการก่อสร้างของผู้ประกอบการมากเท่านั้น
หากจะต้องมีการตกแต่งหรือต่อเติมบ้านให้มีความสวยงามเพิ่มประโยชน์ใช้สอยให้มากขึ้น ตั้งแต่เล็ก ๆ น้อย ๆอย่างการตอกตะปูแขวนรูป แขวนอุปกรณ์ห้องน้ำ ห้องครัว ไปจนถึงการบิวท์อินเฟอร์นิเจอร์ตกแต่ง ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เนื่องจากผนังสำเร็จเป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก มีความแข็งแรงทนทานสูง การตอกตะปู เจาะสว่านจึงไม่สะดวกนักสำหรับช่างหรือแม้แต่เจ้าของบ้านที่ต้องการทำงานตกแต่งเล็กน้อย ๆ ด้วยตัว เอง
ส่วนการปรับเปลี่ยนฟังก์ชั่นภายในบ้าน เช่น ทุบห้อง 2 ห้องติดกันให้กลายเป็นห้องใหญ่ห้องเดียว หรือ ทุบผนังทาวน์เฮ้าส์ 2 หลังเพื่อให้ทะลุเชื่อมกันได้ ฯลฯ กรณีนี้มีทั้งสามารถทำได้และทำไม่ได้ โดยการทุบ ที่ไม่สามารถทำได้เลย ก็คือ การทุบผนังที่ใช้ผนังรับน้ำหนัก เพราะหากทะลุในส่วนของผนังรับน้ำหนักก็มี โอกาสบ้านพังได้ง่ายๆ ในขณะที่การทุบผนังตกแต่งที่ไม่ได้ทำหน้าที่รับน้ำหนัก ก็ยังอาจต้องมีข้อจำกัด ทำให้ไม่สามารถรื้อออกไปได้ทั้งแผ่น จะต้องเหลือพื้นที่ของผนังในส่วนที่เชื่อมต่อกับผนังรับน้ำหนักไว้ด้วย ดังนั้นการจะทุบ เจาะ ทะลุ รื้อผนังบ้านที่ก่อสร้างด้วยระบบสำเร็จรูปจึงจำเป็นต้องปรึกษาวิศวกรที่มีความรู้ และต้องศึกษาจากแบบแปลนบ้านหรือพิมพ์เขียวที่ใช้ในการก่อสร้าง ถ้าจะให้ดีผู้ซื้อบ้านจะต้องขอรับจากเจ้าของโครงการ เพื่อใช้เป็นคู่มือในการปรับปรุงซ่อมแซมบ้านในอนาคต ทั้งนี้ทั้งนั้น ไม่ควรทำเองเพราะว่าบริษัท หรือโครงการนั้น ๆ จะไม่รับผิดชอบความเสียหายที่นอกเหนือจากรูปแบบมาตรฐานของโครงการนะครับ ให้โครงการเป็นผู้จัดทำให้ดีกว่าครับ แต่แน่นอนว่าค่าใช้จ่ายก็คงจะต้องเป็นพิเศษ
เสาคานสําเร็จรูป
ขอบคุณที่มา https://www.bloggang.com/m/viewblog.php?id=cupcake-cafe&group=5